counter 6,242

ฟ้าสีเทา

.....

เมื่อวานฝนตั้งเค้าตั้งแต่เช้า   อาการภูมิแพ้ของธัญวรรณบอกได้ดีว่าอีกไม่นาน
(ยังกะมาตรวัดอากาศ  ฮ่ าา า  วัดฝุ่นได้ด้วยนะ!!!)
มันต้องหยดเปาะแปะๆ แน่ๆ  แล้วมันก็ตกลงมาจริงๆ   ได้อารมณ์เปลี่ยวหัวใจ
ไม่ใช่และๆ  ฟ้าสีเทาข้างนอก - -  มันทำให้หัวใจเหงาได้อย่างผิดปกติจริงๆ

 

เวลาฝนตกแล้วอยู่บ้านคนเดียวเนี่ย
อารมณ์นางเอกมิวสิคซะเฉยๆ  อยู่ๆก็คิดถึง   ไดอารี่เล่มนั้นขึ้นมา
ที่เคยเขียนด้วยกันสองคน ตอนนี้คงทิ้งไปละมั้ง 
เรายังจำได้นะว่าเราเคยเขียนบทความบทนึงลงไป 
จำได้แม้กระทั่งตอนนี้  ทุกตัวยังชัดอยู่ในสมอง
เพราะว่าอยากให้อีกคน ทำได้อย่างที่เขียน แต่ก็ไม่เลย...


รักไม่ใช่การวิ่งร้อยเมตร,,,

ตอนเริ่มรักกันใหม่ๆ ไม่ว่าใครก็มีเรี่ยวแรงทำเพื่อรักได้ทั้งนั้น
เสียสละได้ ยอมได้ ทุ่มเทได้ ไม่มีอะไที่ไม่ได้ นอกจาก  "หายใจแทน"
ซึ่งการที่มีความรักแล้วเป็นได้อย่างนี้
ก็ไม่ใช่ว่าไม่ดี
เพราะการทำอะไรก็ตามเพื่อความรัก ด้วยหัวใจที่แท้จริง
สิ่งนั้นย่อมดีงาม  และทำให้เกิดการเรียนรู้ในการรักคนอื่น
เพียงแต่ในขณะที่เราเริ่มรักนั้น  ก็ไม่อยากให้เราลืมว่า...

รักไม่ใช่การวิ่งร้อยเมตร

ที่เราจะออกจากจุดสตาร์ทอย่างรวดเร็ว
มีพลังเท่าไหร่ มีแรงเท่าไหร่ ก็ใส่ไปเต็มที่
แต่รักคือ  การวิ่งมาราธอน

ที่เราต้องวิ่งอีกยาวนาน
หัวใจของรักคือความสม่ำเสมอในการเอาใจใส่ ดูแล
ไม่ใช่ทำทุกอย่างให้ดีแค่วันนี้วันเดียว
แต่ในทุกๆวันจากนี้เราต้องทุ่มเทเพื่อรักได้ รักจึงจะมีอยู่กับเรา

ดังนั้น ถ้าเราทำทุกอย่างอย่างรีบร้อนไปหมดในระยะเริ่มต้น
มันก็เสี่ยงที่เราจะเหนื่อยเร็ว หมดแรง และไปต่อไม่ไหว
ทั้งที่ยังวิ่งได้ไม่ถึงห้าสิบเมตรด้วยซ้ำ

รักที่แท้จริง  ถ้าเรามั่นใจในความรู้สึกรู้มากพอกับใครสักคน
ตัวจริงของกัน  ถ้าเรามั่นใจในคำนี้มากพอกับใครซักคน

ลองปล่อยรัก...วิ่งไปบนเส้นทางแบบช้า ช้า
ค่อยๆทำความรู้จัก ค่อยเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
ค่อยๆปรับในสิ่งที่แตกต่าง ค่อยๆวิ่งคู่กันไป

บางช่วง...ก็จับมือกันบ้าง
บางช่วง...ก็ปล่อยมือกันบ้าง ด้วยความไว้ใจ
แล้วในตอนที่เหนื่อยล้า ก็ช่วยกันประคับประคองเป็นกำลังใจให้
แล้ววันหนึ่ง...คนสองคนก็จะวิ่งไปถึงเส้นชัยพร้อมกัน
โดยไม่ทื้งให้อีกคนล้มอยู่ข้างหลังเพียงคนเดียว

---------------------------------------

แต่สุดท้าย ก็เป็นเราเอง ที่วิ่งไม่ถึงเส้นชัย
และก็ล้มอยู่ข้างหลัง อย่างไม่เป็นท่า



ใครเคยบอกแล้วน้าาา  จำไม่ได้ละ
ว่ารักที่มันจบไปแล้ว มันก็เหมือนไดอารี่นั่นล่ะ
อย่าเอาใส่กระเป๋าแบกไปแบกมาให้มันหนักซะอย่างงั้น

เค้าว่ากันว่าให้เอาใส่ลิ้นชักใส่ไว้ที่บ้าน
เวลาที่คิดถึงก็ให้เอามาเปิดอ่าน
ไม่มีทางที่เราจะกลับไปเริ่มใหม่กับคนนั้นได้อีก
เพราะไม่มีใครที่จะเขียนหนังสือทับหน้าที่เคยเขียนไปแล้ว

แค่เก็บความทรงจำดีบางตอนไว้ให้คิดถึง
แล้วยิ้มได้ดีกว่า

วันนี้ฝนก็ทำท่าจะตกอีกแล้ว เพราะเริ่มคัดจมูก - -"

 

 

^_______________________________________^ 

 

เมื่อก่อนเคยคิดจะรอ...
แต่ตอนนี้ไม่แล้วล่ะ  แค่คิดถึงก็พอ
เมื่อก่อนอินกับทุกประโยค  วันนี้ประโยคนี้ประโยคเดียว

ในวันนี้ก็เหมือนทุกๆวันยังคิดถึงอยู่...

ฟ้าสีเทา

.....

เมื่อวานฝนตั้งเค้าตั้งแต่เช้า   อาการภูมิแพ้ของธัญวรรณบอกได้ดีว่าอีกไม่นาน
(ยังกะมาตรวัดอากาศ  ฮ่ าา า  วัดฝุ่นได้ด้วยนะ!!!)
มันต้องหยดเปาะแปะๆ แน่ๆ  แล้วมันก็ตกลงมาจริงๆ   ได้อารมณ์เปลี่ยวหัวใจ
ไม่ใช่และๆ  ฟ้าสีเทาข้างนอก - -  มันทำให้หัวใจเหงาได้อย่างผิดปกติจริงๆ

 

เวลาฝนตกแล้วอยู่บ้านคนเดียวเนี่ย
อารมณ์นางเอกมิวสิคซะเฉยๆ  อยู่ๆก็คิดถึง   ไดอารี่เล่มนั้นขึ้นมา
ที่เคยเขียนด้วยกันสองคน ตอนนี้คงทิ้งไปละมั้ง 
เรายังจำได้นะว่าเราเคยเขียนบทความบทนึงลงไป 
จำได้แม้กระทั่งตอนนี้  ทุกตัวยังชัดอยู่ในสมอง
เพราะว่าอยากให้อีกคน ทำได้อย่างที่เขียน แต่ก็ไม่เลย...


รักไม่ใช่การวิ่งร้อยเมตร,,,

ตอนเริ่มรักกันใหม่ๆ ไม่ว่าใครก็มีเรี่ยวแรงทำเพื่อรักได้ทั้งนั้น
เสียสละได้ ยอมได้ ทุ่มเทได้ ไม่มีอะไที่ไม่ได้ นอกจาก  "หายใจแทน"
ซึ่งการที่มีความรักแล้วเป็นได้อย่างนี้
ก็ไม่ใช่ว่าไม่ดี
เพราะการทำอะไรก็ตามเพื่อความรัก ด้วยหัวใจที่แท้จริง
สิ่งนั้นย่อมดีงาม  และทำให้เกิดการเรียนรู้ในการรักคนอื่น
เพียงแต่ในขณะที่เราเริ่มรักนั้น  ก็ไม่อยากให้เราลืมว่า...

รักไม่ใช่การวิ่งร้อยเมตร

ที่เราจะออกจากจุดสตาร์ทอย่างรวดเร็ว
มีพลังเท่าไหร่ มีแรงเท่าไหร่ ก็ใส่ไปเต็มที่
แต่รักคือ  การวิ่งมาราธอน

ที่เราต้องวิ่งอีกยาวนาน
หัวใจของรักคือความสม่ำเสมอในการเอาใจใส่ ดูแล
ไม่ใช่ทำทุกอย่างให้ดีแค่วันนี้วันเดียว
แต่ในทุกๆวันจากนี้เราต้องทุ่มเทเพื่อรักได้ รักจึงจะมีอยู่กับเรา

ดังนั้น ถ้าเราทำทุกอย่างอย่างรีบร้อนไปหมดในระยะเริ่มต้น
มันก็เสี่ยงที่เราจะเหนื่อยเร็ว หมดแรง และไปต่อไม่ไหว
ทั้งที่ยังวิ่งได้ไม่ถึงห้าสิบเมตรด้วยซ้ำ

รักที่แท้จริง  ถ้าเรามั่นใจในความรู้สึกรู้มากพอกับใครสักคน
ตัวจริงของกัน  ถ้าเรามั่นใจในคำนี้มากพอกับใครซักคน

ลองปล่อยรัก...วิ่งไปบนเส้นทางแบบช้า ช้า
ค่อยๆทำความรู้จัก ค่อยเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
ค่อยๆปรับในสิ่งที่แตกต่าง ค่อยๆวิ่งคู่กันไป

บางช่วง...ก็จับมือกันบ้าง
บางช่วง...ก็ปล่อยมือกันบ้าง ด้วยความไว้ใจ
แล้วในตอนที่เหนื่อยล้า ก็ช่วยกันประคับประคองเป็นกำลังใจให้
แล้ววันหนึ่ง...คนสองคนก็จะวิ่งไปถึงเส้นชัยพร้อมกัน
โดยไม่ทื้งให้อีกคนล้มอยู่ข้างหลังเพียงคนเดียว

---------------------------------------

แต่สุดท้าย ก็เป็นเราเอง ที่วิ่งไม่ถึงเส้นชัย
และก็ล้มอยู่ข้างหลัง อย่างไม่เป็นท่า



ใครเคยบอกแล้วน้าาา  จำไม่ได้ละ
ว่ารักที่มันจบไปแล้ว มันก็เหมือนไดอารี่นั่นล่ะ
อย่าเอาใส่กระเป๋าแบกไปแบกมาให้มันหนักซะอย่างงั้น

เค้าว่ากันว่าให้เอาใส่ลิ้นชักใส่ไว้ที่บ้าน
เวลาที่คิดถึงก็ให้เอามาเปิดอ่าน
ไม่มีทางที่เราจะกลับไปเริ่มใหม่กับคนนั้นได้อีก
เพราะไม่มีใครที่จะเขียนหนังสือทับหน้าที่เคยเขียนไปแล้ว

แค่เก็บความทรงจำดีบางตอนไว้ให้คิดถึง
แล้วยิ้มได้ดีกว่า

วันนี้ฝนก็ทำท่าจะตกอีกแล้ว เพราะเริ่มคัดจมูก - -"

 

 

^_______________________________________^ 

 

เมื่อก่อนเคยคิดจะรอ...
แต่ตอนนี้ไม่แล้วล่ะ  แค่คิดถึงก็พอ
เมื่อก่อนอินกับทุกประโยค  วันนี้ประโยคนี้ประโยคเดียว

ในวันนี้ก็เหมือนทุกๆวันยังคิดถึงอยู่...

มายสคูล

อยู่ที่นี่มาตั้งแต่อนุบาล  ไม่เคยเปลี่ยนไปไหนเลย
เหตุผลก็ไม่มีอะไร  เพราะว่าไม่เปลี่ยนไง ฮ่ าา าา

เคยได้ยินพ่อกับแม่ปรึกษากันว่า ตอน ม.4 ให้เปลี่ยนโรงเรียนดีมั๊ย
ไปอยู่โรงเรียนที่มีผู้ชายบ้าง  อยู่มหาลัยจะได้ไม่ต้องปรับตัวมาก
ตอนนั้นคิดในใจว่า การอยู่รวมกับผู้ชายที่ไม่ใช่พ่อ มันยากมากเลยหรอ?
ถึงต้องใช้เวลาขนาดนั้นน่ะ  ฮ่า า าา า

แต่ไม่แปลกใจที่พ่อกับแม่ปรึกษากันอย่างนั้น  ก็เพราะว่าเรา
ไม่กล้าเดินผ่านผู้ชาย  ฮ่า า าา า
ก็แหม มม  มันรู้สึกแปลกๆนี่ ในโรงเรียนก็มีแต่ผู้หญิง
ครูก็ผู้หญิง ซิสเตอร์ก็ผู้หญิง ผู้หญิงทั้งนั้น
ชิวิตตั้งแต่อนุบาลจนถึงช่วง ม.ต้น  สนิทกับผู้ชายคนเดียว
ผู้ชายคนนั้นคือ   "พ่อ"  (ญาติผู้ชายก็มีนะ แต่ไม่ค่อยได้คุยกันไง ฮ่ าาา)

อีกอย่างที่เวลานัดรวมญาติ  ทำบุญให้ปู่กับย่า
แล้วเค้ารู้สึกแปลกใจว่า.....
พ่อกับแม่ส่งธัญวรรณเรียนหนังสือรึเปล่า  เพราะว่าธัญวรรณ
สวดนะโมไม่ได้ T___T  รู้สึกเป็นปมด้อยอย่างแรงกล้า
จริงๆนับถือพุทธนะ แต่แอบปันใจให้คริสต์ (บาปรึเปล่า?)
(แต่ว่าตอนนี้ได้แล้ว เพราะเราพยายามฝึกฝน ^^)
(มีเรียนพระพุทธนะ  แต่เพิ่งมารู้ว่าสวดยังไงตอน ม.4) 


Hale mary,Full of grace.The Lord is with you.
Bless are you among women.
And Bless is the fruit of your womb Jesus.
Holy mary, mother of god.
Pray for us sinner now and at the hour of our death.
Amen.

 

Our father in heaven,holy be your name.
your kingdom come.
You will be done on earth.
As it is in heaven.Give us today our daily bread.
Forgive us our sin as we forgive those.
who in agaist us.
Do not bring us to the test.
But deliver us from evil.
Amen

 

วันฉลองแม่พระ หนูจะกลับไป*

 

จะไม่มีทางลืมเลยว่า ตลอดระยะเวลา สิบห้าปี
ในรั้วซาเลเซียนแห่งนี้ ได้หล่อหลอมอะไรให้กับเราบ้าง
ชีวิตที่นี่ปลอดภัยเสมอ

ถึงแม้ว่าบางทีเราจะบ่นเรื่องระเบียบที่เข้มงวดเอามากๆ
และก็เข้าใจแล้วด้วยว่าเพราะระเบียบที่พวกเราคิดว่างี่เง่านั่นแหละ
ที่ขัดเกลาให้เป็นคนในวันนี้

 

ชุดนักเรียน
เสื้อแขนยาวที่ต้องติดกระดุมทุกเม็ด
เนคไทด์ที่ต้องรูดขึ้นมาจนถึงสุดคอเสื้อ
เข็มโรงเรียนที่ติดเนคไทด์วัดลงมาต้องได้ครึ่งนึงพอดี
กระโปรงสีกรมท่าที่ต้องยาวเลยเข่า
ถุงเท้าสีขาวแบบเส้นเล็กต้องพับได้สองทบ
รองเท้านักเรียนสีดำต้องขัดมาทุกวันจันทร์


 

 

ชุดพละ
เสื้อสีขาวเดินแถบสีชมพูที่แขนและคอเสื้อตัวไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป
ใส่ไว้ในกางเกง ดึงออกมาได้พอสมควร
กางเกงวอร์มไม่ลากพื้น
ถุงเท้าสีขาว
รองเท้าผ้าใบสีขาวล้วน


 

เราว่าทุกคนที่ใส่เครื่องแบบของ ธิดานุเคราะห์
มีจิตสำนึก บางทีร้อนบ้างอะไรบ้าง
เอาแขนเสื้อขึ้นมาซักพักก็ต้องเอาลง
เพราะว่ารู้สึกผิด - -

 

ตอนปัจฉิม ได้ทำมิซซาครั้งสุดท้าย ใจหายแปลกๆ
เมื่อก่อนถ้าซิสเตอร์พาเข้าวัดน้อย  วิ่งได้นี่ แต่ละคนเผ่นแน่บ
แต่ตอนนั้นรู้สึกว่าอยากให้มิซซาเป็นมิซซาที่นานๆ

 

 

ตอนสอบวันสุดท้ายก็เหมือนกัน คิดยังไงไม่รู้เดินไปเจอมุมนึง
ที่หน้าห้องศิลปะ  รู้สึกเหมือนว่าทำไมไม่เคยเห็น


 

 

หน้าบ้านซิสเตอร์ที่ไปกดกริ่งบ่อยๆตอนสอบเสร็จ
วันนั้นวันศุกร์
นักเรียนมอหก:"เตอร์ปล่อยกลับบ้านได้แล้ว หนูสอบเสร็จแล้ว"
ซิสเตอร์:"อย่าไปเที่ยวนะ มันอันตราย กลับบ้านเลยนะ" กำ ที่จะออกอ่ะจะไปเที่ยวไง
นักเรียนมอหก:"สัญญาด้วยเกียรติ (มีจริงๆเหรอเกียรติของแกน่ะ)"
ซิสเตอร์:"แล้วพรุ่งนี้อย่าลืมมาสอบนะ"
นักเรียนมอหก:หันมองหน้ากัน -*-" สอบไรวะ
ซิสเตอร์:"อ้อ ซิสเตอร์ลืมไป พรุ่งนี้วันเสาร์"เตอร์หัวเราะแก้เขิน

- -"

และเตอร์มักเป็นอย่างงี้เสมอ  ฮ่ าาา าา

 

ที่นี่เราได้รู้จักคำว่า  เพื่อน 
ที่ทำให้ร้องไห้ได้เวลาคิดถึง...

 



ด้วยภาระและทางที่เราต้องเดิน...
อยู่ตรงนั้นเธอคิดถึงฉันมากเท่าไหร่
อยู่ตรงนี้เธอรู้ไว้เลยว่าคิดถึง  เธอจนล้นหัวใจ
ต่อให้เนิ่นนานที่เราไม่เจอะเจอ  ทุกนาทีหัวใจเรานั้นไม่เคยจะห่างกัน

ฟ้าสีเทา

.....

เมื่อวานฝนตั้งเค้าตั้งแต่เช้า   อาการภูมิแพ้ของธัญวรรณบอกได้ดีว่าอีกไม่นาน
(ยังกะมาตรวัดอากาศ  ฮ่ าา า  วัดฝุ่นได้ด้วยนะ!!!)
มันต้องหยดเปาะแปะๆ แน่ๆ  แล้วมันก็ตกลงมาจริงๆ   ได้อารมณ์เปลี่ยวหัวใจ
ไม่ใช่และๆ  ฟ้าสีเทาข้างนอก - -  มันทำให้หัวใจเหงาได้อย่างผิดปกติจริงๆ

 

เวลาฝนตกแล้วอยู่บ้านคนเดียวเนี่ย
อารมณ์นางเอกมิวสิคซะเฉยๆ  อยู่ๆก็คิดถึง   ไดอารี่เล่มนั้นขึ้นมา
ที่เคยเขียนด้วยกันสองคน ตอนนี้คงทิ้งไปละมั้ง 
เรายังจำได้นะว่าเราเคยเขียนบทความบทนึงลงไป 
จำได้แม้กระทั่งตอนนี้  ทุกตัวยังชัดอยู่ในสมอง
เพราะว่าอยากให้อีกคน ทำได้อย่างที่เขียน แต่ก็ไม่เลย...


รักไม่ใช่การวิ่งร้อยเมตร,,,

ตอนเริ่มรักกันใหม่ๆ ไม่ว่าใครก็มีเรี่ยวแรงทำเพื่อรักได้ทั้งนั้น
เสียสละได้ ยอมได้ ทุ่มเทได้ ไม่มีอะไที่ไม่ได้ นอกจาก  "หายใจแทน"
ซึ่งการที่มีความรักแล้วเป็นได้อย่างนี้
ก็ไม่ใช่ว่าไม่ดี
เพราะการทำอะไรก็ตามเพื่อความรัก ด้วยหัวใจที่แท้จริง
สิ่งนั้นย่อมดีงาม  และทำให้เกิดการเรียนรู้ในการรักคนอื่น
เพียงแต่ในขณะที่เราเริ่มรักนั้น  ก็ไม่อยากให้เราลืมว่า...

รักไม่ใช่การวิ่งร้อยเมตร

ที่เราจะออกจากจุดสตาร์ทอย่างรวดเร็ว
มีพลังเท่าไหร่ มีแรงเท่าไหร่ ก็ใส่ไปเต็มที่
แต่รักคือ  การวิ่งมาราธอน

ที่เราต้องวิ่งอีกยาวนาน
หัวใจของรักคือความสม่ำเสมอในการเอาใจใส่ ดูแล
ไม่ใช่ทำทุกอย่างให้ดีแค่วันนี้วันเดียว
แต่ในทุกๆวันจากนี้เราต้องทุ่มเทเพื่อรักได้ รักจึงจะมีอยู่กับเรา

ดังนั้น ถ้าเราทำทุกอย่างอย่างรีบร้อนไปหมดในระยะเริ่มต้น
มันก็เสี่ยงที่เราจะเหนื่อยเร็ว หมดแรง และไปต่อไม่ไหว
ทั้งที่ยังวิ่งได้ไม่ถึงห้าสิบเมตรด้วยซ้ำ

รักที่แท้จริง  ถ้าเรามั่นใจในความรู้สึกรู้มากพอกับใครสักคน
ตัวจริงของกัน  ถ้าเรามั่นใจในคำนี้มากพอกับใครซักคน

ลองปล่อยรัก...วิ่งไปบนเส้นทางแบบช้า ช้า
ค่อยๆทำความรู้จัก ค่อยเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
ค่อยๆปรับในสิ่งที่แตกต่าง ค่อยๆวิ่งคู่กันไป

บางช่วง...ก็จับมือกันบ้าง
บางช่วง...ก็ปล่อยมือกันบ้าง ด้วยความไว้ใจ
แล้วในตอนที่เหนื่อยล้า ก็ช่วยกันประคับประคองเป็นกำลังใจให้
แล้ววันหนึ่ง...คนสองคนก็จะวิ่งไปถึงเส้นชัยพร้อมกัน
โดยไม่ทื้งให้อีกคนล้มอยู่ข้างหลังเพียงคนเดียว

---------------------------------------

แต่สุดท้าย ก็เป็นเราเอง ที่วิ่งไม่ถึงเส้นชัย
และก็ล้มอยู่ข้างหลัง อย่างไม่เป็นท่า



ใครเคยบอกแล้วน้าาา  จำไม่ได้ละ
ว่ารักที่มันจบไปแล้ว มันก็เหมือนไดอารี่นั่นล่ะ
อย่าเอาใส่กระเป๋าแบกไปแบกมาให้มันหนักซะอย่างงั้น

เค้าว่ากันว่าให้เอาใส่ลิ้นชักใส่ไว้ที่บ้าน
เวลาที่คิดถึงก็ให้เอามาเปิดอ่าน
ไม่มีทางที่เราจะกลับไปเริ่มใหม่กับคนนั้นได้อีก
เพราะไม่มีใครที่จะเขียนหนังสือทับหน้าที่เคยเขียนไปแล้ว

แค่เก็บความทรงจำดีบางตอนไว้ให้คิดถึง
แล้วยิ้มได้ดีกว่า

วันนี้ฝนก็ทำท่าจะตกอีกแล้ว เพราะเริ่มคัดจมูก - -"

 

 

^_______________________________________^ 

 

เมื่อก่อนเคยคิดจะรอ...
แต่ตอนนี้ไม่แล้วล่ะ  แค่คิดถึงก็พอ
เมื่อก่อนอินกับทุกประโยค  วันนี้ประโยคนี้ประโยคเดียว

ในวันนี้ก็เหมือนทุกๆวันยังคิดถึงอยู่...

มายสคูล

อยู่ที่นี่มาตั้งแต่อนุบาล  ไม่เคยเปลี่ยนไปไหนเลย
เหตุผลก็ไม่มีอะไร  เพราะว่าไม่เปลี่ยนไง ฮ่ าา าา

เคยได้ยินพ่อกับแม่ปรึกษากันว่า ตอน ม.4 ให้เปลี่ยนโรงเรียนดีมั๊ย
ไปอยู่โรงเรียนที่มีผู้ชายบ้าง  อยู่มหาลัยจะได้ไม่ต้องปรับตัวมาก
ตอนนั้นคิดในใจว่า การอยู่รวมกับผู้ชายที่ไม่ใช่พ่อ มันยากมากเลยหรอ?
ถึงต้องใช้เวลาขนาดนั้นน่ะ  ฮ่า า าา า

แต่ไม่แปลกใจที่พ่อกับแม่ปรึกษากันอย่างนั้น  ก็เพราะว่าเรา
ไม่กล้าเดินผ่านผู้ชาย  ฮ่า า าา า
ก็แหม มม  มันรู้สึกแปลกๆนี่ ในโรงเรียนก็มีแต่ผู้หญิง
ครูก็ผู้หญิง ซิสเตอร์ก็ผู้หญิง ผู้หญิงทั้งนั้น
ชิวิตตั้งแต่อนุบาลจนถึงช่วง ม.ต้น  สนิทกับผู้ชายคนเดียว
ผู้ชายคนนั้นคือ   "พ่อ"  (ญาติผู้ชายก็มีนะ แต่ไม่ค่อยได้คุยกันไง ฮ่ าาา)

อีกอย่างที่เวลานัดรวมญาติ  ทำบุญให้ปู่กับย่า
แล้วเค้ารู้สึกแปลกใจว่า.....
พ่อกับแม่ส่งธัญวรรณเรียนหนังสือรึเปล่า  เพราะว่าธัญวรรณ
สวดนะโมไม่ได้ T___T  รู้สึกเป็นปมด้อยอย่างแรงกล้า
จริงๆนับถือพุทธนะ แต่แอบปันใจให้คริสต์ (บาปรึเปล่า?)
(แต่ว่าตอนนี้ได้แล้ว เพราะเราพยายามฝึกฝน ^^)
(มีเรียนพระพุทธนะ  แต่เพิ่งมารู้ว่าสวดยังไงตอน ม.4) 


Hale mary,Full of grace.The Lord is with you.
Bless are you among women.
And Bless is the fruit of your womb Jesus.
Holy mary, mother of god.
Pray for us sinner now and at the hour of our death.
Amen.

 

Our father in heaven,holy be your name.
your kingdom come.
You will be done on earth.
As it is in heaven.Give us today our daily bread.
Forgive us our sin as we forgive those.
who in agaist us.
Do not bring us to the test.
But deliver us from evil.
Amen

 

วันฉลองแม่พระ หนูจะกลับไป*

 

จะไม่มีทางลืมเลยว่า ตลอดระยะเวลา สิบห้าปี
ในรั้วซาเลเซียนแห่งนี้ ได้หล่อหลอมอะไรให้กับเราบ้าง
ชีวิตที่นี่ปลอดภัยเสมอ

ถึงแม้ว่าบางทีเราจะบ่นเรื่องระเบียบที่เข้มงวดเอามากๆ
และก็เข้าใจแล้วด้วยว่าเพราะระเบียบที่พวกเราคิดว่างี่เง่านั่นแหละ
ที่ขัดเกลาให้เป็นคนในวันนี้

 

ชุดนักเรียน
เสื้อแขนยาวที่ต้องติดกระดุมทุกเม็ด
เนคไทด์ที่ต้องรูดขึ้นมาจนถึงสุดคอเสื้อ
เข็มโรงเรียนที่ติดเนคไทด์วัดลงมาต้องได้ครึ่งนึงพอดี
กระโปรงสีกรมท่าที่ต้องยาวเลยเข่า
ถุงเท้าสีขาวแบบเส้นเล็กต้องพับได้สองทบ
รองเท้านักเรียนสีดำต้องขัดมาทุกวันจันทร์


 

 

ชุดพละ
เสื้อสีขาวเดินแถบสีชมพูที่แขนและคอเสื้อตัวไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป
ใส่ไว้ในกางเกง ดึงออกมาได้พอสมควร
กางเกงวอร์มไม่ลากพื้น
ถุงเท้าสีขาว
รองเท้าผ้าใบสีขาวล้วน


 

เราว่าทุกคนที่ใส่เครื่องแบบของ ธิดานุเคราะห์
มีจิตสำนึก บางทีร้อนบ้างอะไรบ้าง
เอาแขนเสื้อขึ้นมาซักพักก็ต้องเอาลง
เพราะว่ารู้สึกผิด - -

 

ตอนปัจฉิม ได้ทำมิซซาครั้งสุดท้าย ใจหายแปลกๆ
เมื่อก่อนถ้าซิสเตอร์พาเข้าวัดน้อย  วิ่งได้นี่ แต่ละคนเผ่นแน่บ
แต่ตอนนั้นรู้สึกว่าอยากให้มิซซาเป็นมิซซาที่นานๆ

 

 

ตอนสอบวันสุดท้ายก็เหมือนกัน คิดยังไงไม่รู้เดินไปเจอมุมนึง
ที่หน้าห้องศิลปะ  รู้สึกเหมือนว่าทำไมไม่เคยเห็น


 

 

หน้าบ้านซิสเตอร์ที่ไปกดกริ่งบ่อยๆตอนสอบเสร็จ
วันนั้นวันศุกร์
นักเรียนมอหก:"เตอร์ปล่อยกลับบ้านได้แล้ว หนูสอบเสร็จแล้ว"
ซิสเตอร์:"อย่าไปเที่ยวนะ มันอันตราย กลับบ้านเลยนะ" กำ ที่จะออกอ่ะจะไปเที่ยวไง
นักเรียนมอหก:"สัญญาด้วยเกียรติ (มีจริงๆเหรอเกียรติของแกน่ะ)"
ซิสเตอร์:"แล้วพรุ่งนี้อย่าลืมมาสอบนะ"
นักเรียนมอหก:หันมองหน้ากัน -*-" สอบไรวะ
ซิสเตอร์:"อ้อ ซิสเตอร์ลืมไป พรุ่งนี้วันเสาร์"เตอร์หัวเราะแก้เขิน

- -"

และเตอร์มักเป็นอย่างงี้เสมอ  ฮ่ าาา าา

 

ที่นี่เราได้รู้จักคำว่า  เพื่อน 
ที่ทำให้ร้องไห้ได้เวลาคิดถึง...

 



ด้วยภาระและทางที่เราต้องเดิน...
อยู่ตรงนั้นเธอคิดถึงฉันมากเท่าไหร่
อยู่ตรงนี้เธอรู้ไว้เลยว่าคิดถึง  เธอจนล้นหัวใจ
ต่อให้เนิ่นนานที่เราไม่เจอะเจอ  ทุกนาทีหัวใจเรานั้นไม่เคยจะห่างกัน

สอบสัมภาษณ์

20 กุมภาพันธ์ 2551


หลังจากผลสอบตรงออกมาแล้วตัวเองติด ก็คิดว่า

สัมภาษณ์จะเป็นไงวะ  มันไม่ใช่สัมภาษณ์ธรรมดา
ติดมาทั้งหมด 24 คน แล้วมาสัมภาษณ์คัดออกให้เหลือ 16 คน

 

 



ขอแอบเล่ากรรมการสัมภาษณ์นิดนึง

เอาตั้งแต่แรก    อืม มมลืมบอกไปว่ามันเป็นการเข้าค่าย
เพื่อจับตาดูว่าผู้ที่สอบผ่านเข้ามามีคุณสมบัติในการเป็นนักศึกษาแพทย์รึเปล่า
มีกล้องวงจรปิดในทุกตำแหน่ง(บ้านเอเอฟยังไงอย่างงั้นเลย!!)



วันแรกก็ไปมอบตัวเอาใบ ปพ. แม่วิ่งกันให้วุ่นไปที่โรงเรียนไปเอามาเกือบไม่ทัน
พ่อมาส่งที่โรงพยาบาล แล้วยืนคอยจนกว่าจะส่งตัวเสร็จ
พ่อนี่ หอมแล้วหอมอีก เหมือนส่งตอนเข้าอนุบาลเลยเเฮะ
แม่ก็สั่งว่า อย่าวางกางเกงในเกะกะเหมือนที่บ้านนะ
ลูกอย่าอาบน้ำนาน ค่อยกลับมาอาบนานๆที่บ้าน ในค่ายต้องรีบๆ
ผ้าอนามัยเอามารึยัง  แล้วยาแก้แพ้ใส่ไว้ในกระเป๋าแล้วนะ
บลา บลา
สั่งเสร็จก็กอด ดดด  คนที่มามองกันแบบว่า
มาส่งลูกเกณฑ์ทหารเหรอ ฮ่า าา าา
ดีนะที่หงส์ติดมาเป็นเพื่อนอีกคน ไม่งั้นเราเคว้งน่าดูเลยแก

 

 

 

พอลากันเสร็จ เค้าก็เริ่ม  "ปฏิบัติการหักข้อมือ"
(แบบว่าเขียนจนสมองคิดไปเรื่อยๆ แต่มือลากไม่เป็นตัว)

ตอนเช้าทดสอบความรู้ทางวิชาการ  อันนี้ขอ งง ได้ข่าวว่าผ่านข้อเขียนมาแล้ว - -"
สอบ PBl self problem Learning ให้กรณีศึกษามาแล้วให้ไปค้นเอาจาก
หนังสือที่อยู่หลังห้อง
แล้วธัญวรรณไปหยิบได้เล่มที่  มีทุกคำตอบอยู่ในเล่มเดียว
นั่นก็หมายความว่า ธัญวรรณ โชคดีแต่มันไม่ใช่ไง
นั่งไปซักพักธัญวรณก็คิดได้ว่าไปเอาเล่มอื่นมาดูมั่งดีกว่า
เพิ่งรู้จากรุ่นพี่ที่ตอบสอบเสร็จแล้วว่า  คะแนนดูจากการอ้างหนังสือหลายๆเล่ม
อันนี้ ถือว่าพระคุ้มครอง - -"


แล้วหลังจากนั้นก็มีสอบสังคม ให้หนังสือกฎหมายมาเล่มหนาๆ
มีบทความอีกหนึ่งปึกมาให้อ่าน  แล้วจงเขียนสรุปว่าขัดต่อหลักกฎหมายข้อใด

เขียนกันมืองี้แบบว่าอ่อน นนนระทวย  พลิกไปพลิกมาจนอ่อนใจ
แล้วก็มาทดสอบวิทย์กะคณิต ตอนก่อนเข้าห้อง คิดในใจว่า
อุส่าเดาคณิตข้อเขียนจนผ่านแล้ว ยังมาเจอในสัมภาษณ์อีก
จองล้างจองผลาญกันจริงๆเลยนะ!!!!
พอบ่ายทั้งหมดเป็นข้อสอบจิตวิทยา พระเจ้า าาา
ให้มาทั้งหมดหกปึก  (อ้อลืมบอกปากกาดำแท่งแรกหมดตั้งแต่สอบสังคมละ)



ตัวอย่างข้อสอบจิตวิทยา
-ให้นักเรียนวาดรูปตัวเองและชุมชน  (น่าน นน การ์ตูนก้างปลาธัญวรรณยังหดหู่หัวใจ)

-ให้วาดรูปนักเรียนตอนเป็นหมอ (เออ!!เอาเข้าไป)

-ให้นักเรียนเขียนเรียงความว่าทำไมถึงเลือกเรียนหมอ? (อันนี้พอทน เขียนเรื่องของย่าไป)

-นักเรียนคิดยังไงเกี่ยวกับเรื่องการผิดสัญญา?
(การผิดสัญญาเป็นเรื่องที่แย่เอามากๆ หากสัญญาแล้วต้องทำได้ ถ้ารู้ตัวว่าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องสัญญา)

-คิดอย่างไรกับอาชีพอื่นเช้าพยาบาลและวิศวกร
?
(พยาบาลเธอคือนางฟ้าของคนป่วย แม่หนูเป็นพยาบาลค่ะ ส่วนวิศวกรเค้าเป็นคนเก่งค่ะ เท่เอามากๆ
 เค้าสามารถเรียนฟิสิกส์ได้อย่างมีความสุข โดยที่หนูไม่สามารถทำแบบนั้นได้ ฮ่า าาา)

-คิดยังไงกับภาพพจน์หมอที่ต้องดูดี มันจำเป็นมั๊ย จงแสดงความคิดเห็น
(คิดว่าจำเป็นค่ะ ลองคิดภาพตามนะคะ ถ้าหมอที่คุณจะไปรักษาด้วย
สักลายมังกรทั้งตัว เจาะหูเป็นแผงยาว โกนหัวแล้วเหลือแค่หย่อมตรงกลาง จะไปรักษากับเค้ามั๊ยคะ?)

 

 



วันที่สองเป็น แลบกรี๊ง แบบเข้าไปในห้องๆนึงแล้วจับเวลา
แต่ละคนมีห้องเป็นของตัวเอง พอหมดเวลาเค้าจะกรี๊ง งงงง  ธัญวรรณขี้ตกใจ
สะดุ้งทีไรกรรมกรรมพลอยตกใจกับเราซะงั้น ฮ่ าาา าา
เข้าไปจะเจอหมอหนึ่งพยาบาลหนึ่ง บางห้องก็หมอสองคน
และบางห้องก็พยาบาลทั้งสองคน  จับเวลาสิบนาที


ตัวอย่างคำถาม
โจ้ เป็นเพื่อนรักของคุณ ติวทุกวิชาให้คุณแล้ววันนึงเป็นการสอบชิงทุนครั้งสุดท้ายของโจ้
แต่ก่อนหน้านั้นโจ้ไม่ได้มาเรียนเลย  โจ้ขอลอกข้อสอบคุณในห้องสอบ
คุณเป็นเพื่อนโจ้ คุณจะทำยังไง?

ธัญวรรณ: ขอเวลาหนูคิดแป๊บนึงนะคะ

หมอ: เชิญค่ะ พร้อมแล้วบอก

ธัญวรรณ: หนูคิดว่าหนูจะไม่ให้โจ้ลอกค่ะ

หมอ: ทำไมล่ะคะ นั่นเพื่อนสนิทหนูเลยนะ เค้าช่วยหนูทุกอย่าง  ทำไมไม่ให้เค้าลอกล่ะคะ

ธัญวรรณ: ตามสถานการณ์แล้ว โจ้เป็นคนเก่งใช่มั๊ยคะ  โจ้ติวให้หนูทุกอย่าง ไม่ว่ายังไง
              โจ้เป็นคนเก่งมีคุณภาพถูกมั๊ยคะถึงโจ้จะพลาดทุนที่นี่แต่โจ้ไปสอบที่อืนได้
              แบบไม่จนหนทางแน่นอนค่ะ  เพราะแน่อยู่แล้วว่าถ้าถูกจับได้เป็นผลเสียกับทั้งสองคน
              ดีไม่ดีรีไทร์ทั้งคู่ ไปสมัครต่อที่ไหนก็ไม่มีใครรับ หนูคิดว่าไม่ให้ลอกดีแล้วค่ะ

หมอ: แล้วหนูไม่กลัวโจ้โกรธหนูเหรอคะ?

ธัญวรรณ: เมื่อกี้หมอบอกหนูว่าโจ้เป็นเพื่อนสนิทของหนู เค้าต้องเดินมาถามหนูก่อนแน่นอนค่ะ
              ว่าทำไมไม่ให้ลอก แล้วหนูจะอธิบายเหตุผลของหนูไป
              แต่ถ้าไม่เค้าถามแล้วโกรธไปเลย  หนูจะไม่เข้าไปอธิบายเพราะว่าเหมือนแก้ตัว
              แต่วันนึงที่โจ้โตกว่านี้ โจ้ต้องรับรู้ทั้งหมดว่าที่หนูทำไปเพราะอะไร

หมอ: ....เอ่อ ออ   หนูมีอะไรจะบอกหมออีกมั๊ยคะ

ธัญวรรณ: หมอคะ หนูตื่นเต้นมากเลยค่ะ

หมอ: หัวเราะ เรียบร้อยแล้วค่ะ นั่งพักก่อนนะ รอเข้าห้องต่อไป



วันสุดท้ายให้ไปอยู่กับผู้ป่วย ไปถามว่าลุงเป็นอะไรมา
ประมานนั้นเราได้ลุงเป็นหอบ
ส่วนเพื่อนอีกคนตอนกินข้าวแล้วมันมานั่งข้างๆ
แล้วบอกว่า  "กูได้คนไข้ไส้เลื่อน"
สำลักเลย  ไอบ้า




แต่ที่ทรมานสุดนี่ คือว่าสัมภาษณ์หนึ่งต่อสาม

หมอสาม ธัญวรรณคนเดียว  เล่นซะธัญวรรณจนมุม
บางคนเค้าก็ร้องไห้ออกมาเลยนะ
แต่ธัญวรรณไม่ร้องหรอกตอนนั้นน่ะ
พอเค้าคืนโทรศัพท์ให้ตอนเย็น  โทรหาพ่อแล้วร้องไห้ใหญ่เลย
ยิ่งได้ยินเสียงพ่อกับแม่  ยิ่งร้องไห้หนัก T______T

ฮ่ าาาาาาาาาาาาาาาาาา แบบหามุมสงบใต้ต้นไม้หน้าอาคาร
เล่าๆๆๆ ว่าเค้าว่าอะไรทำยังไงบ้างง

หงส์แอบมองอยู่ห่างๆ ไม่กล้าเข้ามาปลอบ  ฮ่า าาา



สัมภาษณ์แบบนี้อ่ะเอามีดมาปาดคอเลยดีกว่า
สายตาที่เค้าใช้มอง เหมือนเราไม่ใช่คนเลยจริงๆนะ
- -" ออกมาจากห้องนั้นแล้วรู้สึกอย่างแย่



ลืมบอกว่าหลังคืนสัมภาษณ์จ๊อบพาเราขึ้นไปดูผีชั้นเก้าที่โรงพยาบาล
ตอนสามทุ่ม  โอหมี่  แดน หงส์ ก็ไปด้วย
โอหมี่เป็นผู้ชายที่เรียบร้อยมาก  (แต่ตัวโคดแมนอ่ะ)
ไม่รู้จักแม้กระทั่งผมบ๊อบเท ฮ่า าาาา
โอหมี่ กอดเราแน่นมากกก  ฮือ อออ  เราไม่เคยโดนผู้ชายคนอื่นกอด
นอกจากพ่อเลยนะ  โอหมี่ได้กอดแรกไปแล้ว วว
(ทำยังกับสวย แต่ถึงไม่สวยเราก็สงวนตัวนะยะ  ><)



ตอนนั้นคิดว่าไม่ติดแล้วแน่ๆ แบบโดนแรงโคดอ่ะ
เข้าไปคนแรกออกมาทำเพื่อนขวัญเสีย หน้ารเาเสียออกมาเลย
อืมม มตอนแรกเข้าไปก็ลองมองๆว่า เอ๊ะจะมีใครออกบ้าง
แต่พออยู่ด้วยกันสามวัน  รู้สึกว่าไม่อยากให้ใครออกเลยซักคน
แต่ก็ต้องมีคนออกอยู่ดี 

ผลสัมภาษณ์ออกมาปรากฏว่าผ่านน นน 



พ่อยิ้มทุกวัน :)
แม่ก็ตกอยู่ในสภาพการณ์เดียวกัน  :)
ธัญวรรณก็ดีใจนะ ไม่ใช่ไม่ดีใจ
แต่การสอบติด มันหมายความว่าเราต้องเรียน
อย่างสมบุกสมบัน  ต้องเรียนให้จบ
แล้วจะไปอยู่ในสังคมนั้นได้จริงๆเหรอ
แค่คิดธัญวรรณก็หอบแล้ว  เฮ้ออออ
แต่จะพยายามให้มันดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้

รู้ว่าการปรับตัวมันเป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์ทุกคนพึงต้องทำ
แต่ถ้าปรับบ่อยๆ เราจะไม่กลายเป็นจิ้งจกตุ๊กแกหรอ
ฮ่ าา าาาาาา

โลเคชั่นที่ถ่ายไม่ใช่ที่ไปเข้าค่าย แต่เป็นอาคารเรียนของนักศึกษาแพทย์
ที่เราถ่ายไว้ตั้งแต่ตอนที่ ไปเดินเล่นใน มอ.
 

ธัญวรรณจะพยายามตั้งใจให้ดีที่สุด
:)

  


ขอบคุณพ่อกับแม่ที่ทำให้มีวันนี้ ไอแก้มด้วยนะ
ขอบคุณโรงเรียนที่ส่งถึงฝั่งฝัน


"ที่ใจยังสู้ทนได้เพราะรัก..จากเธอ หายเหนื่อยทำให้หายเหนื่อย
แค่นี้เท่านั้นเองที่ใจฉันต้องการ"

ฟ้าสีเทา

.....

เมื่อวานฝนตั้งเค้าตั้งแต่เช้า   อาการภูมิแพ้ของธัญวรรณบอกได้ดีว่าอีกไม่นาน
(ยังกะมาตรวัดอากาศ  ฮ่ าา า  วัดฝุ่นได้ด้วยนะ!!!)
มันต้องหยดเปาะแปะๆ แน่ๆ  แล้วมันก็ตกลงมาจริงๆ   ได้อารมณ์เปลี่ยวหัวใจ
ไม่ใช่และๆ  ฟ้าสีเทาข้างนอก - -  มันทำให้หัวใจเหงาได้อย่างผิดปกติจริงๆ

 

เวลาฝนตกแล้วอยู่บ้านคนเดียวเนี่ย
อารมณ์นางเอกมิวสิคซะเฉยๆ  อยู่ๆก็คิดถึง   ไดอารี่เล่มนั้นขึ้นมา
ที่เคยเขียนด้วยกันสองคน ตอนนี้คงทิ้งไปละมั้ง 
เรายังจำได้นะว่าเราเคยเขียนบทความบทนึงลงไป 
จำได้แม้กระทั่งตอนนี้  ทุกตัวยังชัดอยู่ในสมอง
เพราะว่าอยากให้อีกคน ทำได้อย่างที่เขียน แต่ก็ไม่เลย...


รักไม่ใช่การวิ่งร้อยเมตร,,,

ตอนเริ่มรักกันใหม่ๆ ไม่ว่าใครก็มีเรี่ยวแรงทำเพื่อรักได้ทั้งนั้น
เสียสละได้ ยอมได้ ทุ่มเทได้ ไม่มีอะไที่ไม่ได้ นอกจาก  "หายใจแทน"
ซึ่งการที่มีความรักแล้วเป็นได้อย่างนี้
ก็ไม่ใช่ว่าไม่ดี
เพราะการทำอะไรก็ตามเพื่อความรัก ด้วยหัวใจที่แท้จริง
สิ่งนั้นย่อมดีงาม  และทำให้เกิดการเรียนรู้ในการรักคนอื่น
เพียงแต่ในขณะที่เราเริ่มรักนั้น  ก็ไม่อยากให้เราลืมว่า...

รักไม่ใช่การวิ่งร้อยเมตร

ที่เราจะออกจากจุดสตาร์ทอย่างรวดเร็ว
มีพลังเท่าไหร่ มีแรงเท่าไหร่ ก็ใส่ไปเต็มที่
แต่รักคือ  การวิ่งมาราธอน

ที่เราต้องวิ่งอีกยาวนาน
หัวใจของรักคือความสม่ำเสมอในการเอาใจใส่ ดูแล
ไม่ใช่ทำทุกอย่างให้ดีแค่วันนี้วันเดียว
แต่ในทุกๆวันจากนี้เราต้องทุ่มเทเพื่อรักได้ รักจึงจะมีอยู่กับเรา

ดังนั้น ถ้าเราทำทุกอย่างอย่างรีบร้อนไปหมดในระยะเริ่มต้น
มันก็เสี่ยงที่เราจะเหนื่อยเร็ว หมดแรง และไปต่อไม่ไหว
ทั้งที่ยังวิ่งได้ไม่ถึงห้าสิบเมตรด้วยซ้ำ

รักที่แท้จริง  ถ้าเรามั่นใจในความรู้สึกรู้มากพอกับใครสักคน
ตัวจริงของกัน  ถ้าเรามั่นใจในคำนี้มากพอกับใครซักคน

ลองปล่อยรัก...วิ่งไปบนเส้นทางแบบช้า ช้า
ค่อยๆทำความรู้จัก ค่อยเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
ค่อยๆปรับในสิ่งที่แตกต่าง ค่อยๆวิ่งคู่กันไป

บางช่วง...ก็จับมือกันบ้าง
บางช่วง...ก็ปล่อยมือกันบ้าง ด้วยความไว้ใจ
แล้วในตอนที่เหนื่อยล้า ก็ช่วยกันประคับประคองเป็นกำลังใจให้
แล้ววันหนึ่ง...คนสองคนก็จะวิ่งไปถึงเส้นชัยพร้อมกัน
โดยไม่ทื้งให้อีกคนล้มอยู่ข้างหลังเพียงคนเดียว

---------------------------------------

แต่สุดท้าย ก็เป็นเราเอง ที่วิ่งไม่ถึงเส้นชัย
และก็ล้มอยู่ข้างหลัง อย่างไม่เป็นท่า



ใครเคยบอกแล้วน้าาา  จำไม่ได้ละ
ว่ารักที่มันจบไปแล้ว มันก็เหมือนไดอารี่นั่นล่ะ
อย่าเอาใส่กระเป๋าแบกไปแบกมาให้มันหนักซะอย่างงั้น

เค้าว่ากันว่าให้เอาใส่ลิ้นชักใส่ไว้ที่บ้าน
เวลาที่คิดถึงก็ให้เอามาเปิดอ่าน
ไม่มีทางที่เราจะกลับไปเริ่มใหม่กับคนนั้นได้อีก
เพราะไม่มีใครที่จะเขียนหนังสือทับหน้าที่เคยเขียนไปแล้ว

แค่เก็บความทรงจำดีบางตอนไว้ให้คิดถึง
แล้วยิ้มได้ดีกว่า

วันนี้ฝนก็ทำท่าจะตกอีกแล้ว เพราะเริ่มคัดจมูก - -"

 

 

^_______________________________________^ 

 

เมื่อก่อนเคยคิดจะรอ...
แต่ตอนนี้ไม่แล้วล่ะ  แค่คิดถึงก็พอ
เมื่อก่อนอินกับทุกประโยค  วันนี้ประโยคนี้ประโยคเดียว

ในวันนี้ก็เหมือนทุกๆวันยังคิดถึงอยู่...

มายสคูล

อยู่ที่นี่มาตั้งแต่อนุบาล  ไม่เคยเปลี่ยนไปไหนเลย
เหตุผลก็ไม่มีอะไร  เพราะว่าไม่เปลี่ยนไง ฮ่ าา าา

เคยได้ยินพ่อกับแม่ปรึกษากันว่า ตอน ม.4 ให้เปลี่ยนโรงเรียนดีมั๊ย
ไปอยู่โรงเรียนที่มีผู้ชายบ้าง  อยู่มหาลัยจะได้ไม่ต้องปรับตัวมาก
ตอนนั้นคิดในใจว่า การอยู่รวมกับผู้ชายที่ไม่ใช่พ่อ มันยากมากเลยหรอ?
ถึงต้องใช้เวลาขนาดนั้นน่ะ  ฮ่า า าา า

แต่ไม่แปลกใจที่พ่อกับแม่ปรึกษากันอย่างนั้น  ก็เพราะว่าเรา
ไม่กล้าเดินผ่านผู้ชาย  ฮ่า า าา า
ก็แหม มม  มันรู้สึกแปลกๆนี่ ในโรงเรียนก็มีแต่ผู้หญิง
ครูก็ผู้หญิง ซิสเตอร์ก็ผู้หญิง ผู้หญิงทั้งนั้น
ชิวิตตั้งแต่อนุบาลจนถึงช่วง ม.ต้น  สนิทกับผู้ชายคนเดียว
ผู้ชายคนนั้นคือ   "พ่อ"  (ญาติผู้ชายก็มีนะ แต่ไม่ค่อยได้คุยกันไง ฮ่ าาา)

อีกอย่างที่เวลานัดรวมญาติ  ทำบุญให้ปู่กับย่า
แล้วเค้ารู้สึกแปลกใจว่า.....
พ่อกับแม่ส่งธัญวรรณเรียนหนังสือรึเปล่า  เพราะว่าธัญวรรณ
สวดนะโมไม่ได้ T___T  รู้สึกเป็นปมด้อยอย่างแรงกล้า
จริงๆนับถือพุทธนะ แต่แอบปันใจให้คริสต์ (บาปรึเปล่า?)
(แต่ว่าตอนนี้ได้แล้ว เพราะเราพยายามฝึกฝน ^^)
(มีเรียนพระพุทธนะ  แต่เพิ่งมารู้ว่าสวดยังไงตอน ม.4) 


Hale mary,Full of grace.The Lord is with you.
Bless are you among women.
And Bless is the fruit of your womb Jesus.
Holy mary, mother of god.
Pray for us sinner now and at the hour of our death.
Amen.

 

Our father in heaven,holy be your name.
your kingdom come.
You will be done on earth.
As it is in heaven.Give us today our daily bread.
Forgive us our sin as we forgive those.
who in agaist us.
Do not bring us to the test.
But deliver us from evil.
Amen

 

วันฉลองแม่พระ หนูจะกลับไป*

 

จะไม่มีทางลืมเลยว่า ตลอดระยะเวลา สิบห้าปี
ในรั้วซาเลเซียนแห่งนี้ ได้หล่อหลอมอะไรให้กับเราบ้าง
ชีวิตที่นี่ปลอดภัยเสมอ

ถึงแม้ว่าบางทีเราจะบ่นเรื่องระเบียบที่เข้มงวดเอามากๆ
และก็เข้าใจแล้วด้วยว่าเพราะระเบียบที่พวกเราคิดว่างี่เง่านั่นแหละ
ที่ขัดเกลาให้เป็นคนในวันนี้

 

ชุดนักเรียน
เสื้อแขนยาวที่ต้องติดกระดุมทุกเม็ด
เนคไทด์ที่ต้องรูดขึ้นมาจนถึงสุดคอเสื้อ
เข็มโรงเรียนที่ติดเนคไทด์วัดลงมาต้องได้ครึ่งนึงพอดี
กระโปรงสีกรมท่าที่ต้องยาวเลยเข่า
ถุงเท้าสีขาวแบบเส้นเล็กต้องพับได้สองทบ
รองเท้านักเรียนสีดำต้องขัดมาทุกวันจันทร์


 

 

ชุดพละ
เสื้อสีขาวเดินแถบสีชมพูที่แขนและคอเสื้อตัวไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป
ใส่ไว้ในกางเกง ดึงออกมาได้พอสมควร
กางเกงวอร์มไม่ลากพื้น
ถุงเท้าสีขาว
รองเท้าผ้าใบสีขาวล้วน


 

เราว่าทุกคนที่ใส่เครื่องแบบของ ธิดานุเคราะห์
มีจิตสำนึก บางทีร้อนบ้างอะไรบ้าง
เอาแขนเสื้อขึ้นมาซักพักก็ต้องเอาลง
เพราะว่ารู้สึกผิด - -

 

ตอนปัจฉิม ได้ทำมิซซาครั้งสุดท้าย ใจหายแปลกๆ
เมื่อก่อนถ้าซิสเตอร์พาเข้าวัดน้อย  วิ่งได้นี่ แต่ละคนเผ่นแน่บ
แต่ตอนนั้นรู้สึกว่าอยากให้มิซซาเป็นมิซซาที่นานๆ

 

 

ตอนสอบวันสุดท้ายก็เหมือนกัน คิดยังไงไม่รู้เดินไปเจอมุมนึง
ที่หน้าห้องศิลปะ  รู้สึกเหมือนว่าทำไมไม่เคยเห็น


 

 

หน้าบ้านซิสเตอร์ที่ไปกดกริ่งบ่อยๆตอนสอบเสร็จ
วันนั้นวันศุกร์
นักเรียนมอหก:"เตอร์ปล่อยกลับบ้านได้แล้ว หนูสอบเสร็จแล้ว"
ซิสเตอร์:"อย่าไปเที่ยวนะ มันอันตราย กลับบ้านเลยนะ" กำ ที่จะออกอ่ะจะไปเที่ยวไง
นักเรียนมอหก:"สัญญาด้วยเกียรติ (มีจริงๆเหรอเกียรติของแกน่ะ)"
ซิสเตอร์:"แล้วพรุ่งนี้อย่าลืมมาสอบนะ"
นักเรียนมอหก:หันมองหน้ากัน -*-" สอบไรวะ
ซิสเตอร์:"อ้อ ซิสเตอร์ลืมไป พรุ่งนี้วันเสาร์"เตอร์หัวเราะแก้เขิน

- -"

และเตอร์มักเป็นอย่างงี้เสมอ  ฮ่ าาา าา

 

ที่นี่เราได้รู้จักคำว่า  เพื่อน 
ที่ทำให้ร้องไห้ได้เวลาคิดถึง...

 



ด้วยภาระและทางที่เราต้องเดิน...
อยู่ตรงนั้นเธอคิดถึงฉันมากเท่าไหร่
อยู่ตรงนี้เธอรู้ไว้เลยว่าคิดถึง  เธอจนล้นหัวใจ
ต่อให้เนิ่นนานที่เราไม่เจอะเจอ  ทุกนาทีหัวใจเรานั้นไม่เคยจะห่างกัน

สอบสัมภาษณ์

20 กุมภาพันธ์ 2551


หลังจากผลสอบตรงออกมาแล้วตัวเองติด ก็คิดว่า

สัมภาษณ์จะเป็นไงวะ  มันไม่ใช่สัมภาษณ์ธรรมดา
ติดมาทั้งหมด 24 คน แล้วมาสัมภาษณ์คัดออกให้เหลือ 16 คน

 

 



ขอแอบเล่ากรรมการสัมภาษณ์นิดนึง

เอาตั้งแต่แรก    อืม มมลืมบอกไปว่ามันเป็นการเข้าค่าย
เพื่อจับตาดูว่าผู้ที่สอบผ่านเข้ามามีคุณสมบัติในการเป็นนักศึกษาแพทย์รึเปล่า
มีกล้องวงจรปิดในทุกตำแหน่ง(บ้านเอเอฟยังไงอย่างงั้นเลย!!)



วันแรกก็ไปมอบตัวเอาใบ ปพ. แม่วิ่งกันให้วุ่นไปที่โรงเรียนไปเอามาเกือบไม่ทัน
พ่อมาส่งที่โรงพยาบาล แล้วยืนคอยจนกว่าจะส่งตัวเสร็จ
พ่อนี่ หอมแล้วหอมอีก เหมือนส่งตอนเข้าอนุบาลเลยเเฮะ
แม่ก็สั่งว่า อย่าวางกางเกงในเกะกะเหมือนที่บ้านนะ
ลูกอย่าอาบน้ำนาน ค่อยกลับมาอาบนานๆที่บ้าน ในค่ายต้องรีบๆ
ผ้าอนามัยเอามารึยัง  แล้วยาแก้แพ้ใส่ไว้ในกระเป๋าแล้วนะ
บลา บลา
สั่งเสร็จก็กอด ดดด  คนที่มามองกันแบบว่า
มาส่งลูกเกณฑ์ทหารเหรอ ฮ่า าา าา
ดีนะที่หงส์ติดมาเป็นเพื่อนอีกคน ไม่งั้นเราเคว้งน่าดูเลยแก

 

 

 

พอลากันเสร็จ เค้าก็เริ่ม  "ปฏิบัติการหักข้อมือ"
(แบบว่าเขียนจนสมองคิดไปเรื่อยๆ แต่มือลากไม่เป็นตัว)

ตอนเช้าทดสอบความรู้ทางวิชาการ  อันนี้ขอ งง ได้ข่าวว่าผ่านข้อเขียนมาแล้ว - -"
สอบ PBl self problem Learning ให้กรณีศึกษามาแล้วให้ไปค้นเอาจาก
หนังสือที่อยู่หลังห้อง
แล้วธัญวรรณไปหยิบได้เล่มที่  มีทุกคำตอบอยู่ในเล่มเดียว
นั่นก็หมายความว่า ธัญวรรณ โชคดีแต่มันไม่ใช่ไง
นั่งไปซักพักธัญวรณก็คิดได้ว่าไปเอาเล่มอื่นมาดูมั่งดีกว่า
เพิ่งรู้จากรุ่นพี่ที่ตอบสอบเสร็จแล้วว่า  คะแนนดูจากการอ้างหนังสือหลายๆเล่ม
อันนี้ ถือว่าพระคุ้มครอง - -"


แล้วหลังจากนั้นก็มีสอบสังคม ให้หนังสือกฎหมายมาเล่มหนาๆ
มีบทความอีกหนึ่งปึกมาให้อ่าน  แล้วจงเขียนสรุปว่าขัดต่อหลักกฎหมายข้อใด

เขียนกันมืองี้แบบว่าอ่อน นนนระทวย  พลิกไปพลิกมาจนอ่อนใจ
แล้วก็มาทดสอบวิทย์กะคณิต ตอนก่อนเข้าห้อง คิดในใจว่า
อุส่าเดาคณิตข้อเขียนจนผ่านแล้ว ยังมาเจอในสัมภาษณ์อีก
จองล้างจองผลาญกันจริงๆเลยนะ!!!!
พอบ่ายทั้งหมดเป็นข้อสอบจิตวิทยา พระเจ้า าาา
ให้มาทั้งหมดหกปึก  (อ้อลืมบอกปากกาดำแท่งแรกหมดตั้งแต่สอบสังคมละ)



ตัวอย่างข้อสอบจิตวิทยา
-ให้นักเรียนวาดรูปตัวเองและชุมชน  (น่าน นน การ์ตูนก้างปลาธัญวรรณยังหดหู่หัวใจ)

-ให้วาดรูปนักเรียนตอนเป็นหมอ (เออ!!เอาเข้าไป)

-ให้นักเรียนเขียนเรียงความว่าทำไมถึงเลือกเรียนหมอ? (อันนี้พอทน เขียนเรื่องของย่าไป)

-นักเรียนคิดยังไงเกี่ยวกับเรื่องการผิดสัญญา?
(การผิดสัญญาเป็นเรื่องที่แย่เอามากๆ หากสัญญาแล้วต้องทำได้ ถ้ารู้ตัวว่าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องสัญญา)

-คิดอย่างไรกับอาชีพอื่นเช้าพยาบาลและวิศวกร
?
(พยาบาลเธอคือนางฟ้าของคนป่วย แม่หนูเป็นพยาบาลค่ะ ส่วนวิศวกรเค้าเป็นคนเก่งค่ะ เท่เอามากๆ
 เค้าสามารถเรียนฟิสิกส์ได้อย่างมีความสุข โดยที่หนูไม่สามารถทำแบบนั้นได้ ฮ่า าาา)

-คิดยังไงกับภาพพจน์หมอที่ต้องดูดี มันจำเป็นมั๊ย จงแสดงความคิดเห็น
(คิดว่าจำเป็นค่ะ ลองคิดภาพตามนะคะ ถ้าหมอที่คุณจะไปรักษาด้วย
สักลายมังกรทั้งตัว เจาะหูเป็นแผงยาว โกนหัวแล้วเหลือแค่หย่อมตรงกลาง จะไปรักษากับเค้ามั๊ยคะ?)

 

 



วันที่สองเป็น แลบกรี๊ง แบบเข้าไปในห้องๆนึงแล้วจับเวลา
แต่ละคนมีห้องเป็นของตัวเอง พอหมดเวลาเค้าจะกรี๊ง งงงง  ธัญวรรณขี้ตกใจ
สะดุ้งทีไรกรรมกรรมพลอยตกใจกับเราซะงั้น ฮ่ าาา าา
เข้าไปจะเจอหมอหนึ่งพยาบาลหนึ่ง บางห้องก็หมอสองคน
และบางห้องก็พยาบาลทั้งสองคน  จับเวลาสิบนาที


ตัวอย่างคำถาม
โจ้ เป็นเพื่อนรักของคุณ ติวทุกวิชาให้คุณแล้ววันนึงเป็นการสอบชิงทุนครั้งสุดท้ายของโจ้
แต่ก่อนหน้านั้นโจ้ไม่ได้มาเรียนเลย  โจ้ขอลอกข้อสอบคุณในห้องสอบ
คุณเป็นเพื่อนโจ้ คุณจะทำยังไง?

ธัญวรรณ: ขอเวลาหนูคิดแป๊บนึงนะคะ

หมอ: เชิญค่ะ พร้อมแล้วบอก

ธัญวรรณ: หนูคิดว่าหนูจะไม่ให้โจ้ลอกค่ะ

หมอ: ทำไมล่ะคะ นั่นเพื่อนสนิทหนูเลยนะ เค้าช่วยหนูทุกอย่าง  ทำไมไม่ให้เค้าลอกล่ะคะ

ธัญวรรณ: ตามสถานการณ์แล้ว โจ้เป็นคนเก่งใช่มั๊